ไก่ตุ๋นโสม (Ginseng Chicken Soup)

ช่วงนี้รู้สึกเหนื่อยๆ เพราะต้องเดินทางไปต่างจังหวัดทุกอาทิตย์ 1 อาทิตย์จะได้พักผ่อนอยู่กับบ้านแค่ 3 วัน ก็ต้องเดินทางอีกแล้ว คงต้องเป็นอย่างนี้อีกประมาณ 4 เดือน เพราะต้องไปดูงานก่อสร้างบ้านให้คุณแม่ เพราะพี่ๆ คนอื่นๆ ไม่มีใครว่างเลย ภาระนี้ก็ต้องตกเป็นของเรา วันนี้เลยคิดเมนูเพื่อสุขภาพทานกันดีกว่า เพราะเห็นว่าเป็นเมนูสำหรับคนที่ทำงานหักโหม ร่างกายอ่อนแอ นอกจากนี้เห็นเค้ายังบอกว่าเหมาะสำหรับคนที่พึ่งฟื้นไข้และเหมาะสำหรับคนที่ต้องใช้สมองอย่างเด็กที่ต้องดูหนังสือสอบ มาเข้าครัวดูสูตรไก่ตุ๋นโสมกันเลยค่ะ


สิ่งที่ต้องเตรียม

ไก่บ้าน(ขนาด 1 กก) 1 ตัว
โสมแห้ง 8 แว่น
กระเทียม 8 กลีบ
ขิงฝานตามยาว 1 แง่ง
พุทราแห้ง 3 ลูก
แปะก๊วย 10 เม็ด
น้ำเปล่า 10 ถ้วย
ต้นหอมญี่ปุ่นซอย 1 ต้น
เกลือ
พริกไทย

วิธีทำ

- ล้างไก่ให้สะอาด ไม่ต้องลอกหนังไก่ออก สับเป็นชิ้นโตๆ ผึ่งไว้
- นำไก่ใส่หม้อ ใส่พุทรา โสม แปะก๊วย กระเทียม ขิง เติมน้ำลงไป
- ยกหม้อขึ้นตั้งไฟ เปิดไฟแรงหลังจากน้ำเดือด ช้อนฟองทิ้ง และหรี่ไฟอ่อนๆ ใช้ฝาปิดหม้อไว้
- ใช้เวลาตุ๋นประมาณ 1 ชั่วโมง เปิดฝาหม้อ ดูว่าไก่เปื่อยได้ที่หรือยัง ถ้ายังตุ๋นต่อจนเปื่อย
- เมื่อไก่เปื่อยแล้วตักใส่ชามเสิรฟ ปรุงรสด้วยพริกไทยและเกลือตามชอบ
โรยหน้าด้วยต้นหอมญี่ปุ่นซอย ปรุงรสด้วยพริกไทยและเกลือตามชอบ

อ่านต่อ...

ปีกไก่อบซอส

หลังจากที่เคยทำซี่โครงหมูอบซอสไปตั้งนานแล้วก็ไม่ได้ทำเมนูนี้ทานอีกเลย พอดีช่วงนี้หมูค่อนข้างแพง (แบบว่าวิญญาณผีแม่บ้านขี้เหนียวเข้าสิงอีกแล้ว) แต่ไก่กลับถูก เราก็เลยหันมาทำปีกไก่อบซอสทานดีกว่า แต่รับรองว่าอร่อยมาก ชนิดที่ว่า ปีกไก่wing (ไม่รู้เรียกอย่างนี้ถูกหรือเปล่า) ร้านpizza ยังอายเลยล่ะ (เริ่มโม้อีกแล้ว) ใครไม่เชื่อลองทำทานเองเลยดีกว่าค่ะ รับรองติดใจ ต้องมีคนร้องว่า" ที่ร๊ากคร๊าบขออีกจาน " แน่นอนเล้ย!!!


สิ่งที่ต้องเตรียม

ปีกไก่ 1/2 กิโลกรัม (ใช้ปีกกลาง)
ซอสมะเขือเทศ 1 ช้อนโต๊ะ
ซอสพริกศรีราชา 1 ช้อนโต๊ะ
เหล้าจีน 2 ช้อนโต๊ะ
กระเทียมสับ 2 ช้อนโต๊ะ
เกลือป่น 1/2 ช้อนชา
น้ำตาลปี๊บ 3 ช้อนโต๊ะ
น้ำเปล่า 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันสำหรับผัด 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันสำหรับทอด พอประมาณ

วิธีทำ

- ล้างปีกไก่ให้สะอาด พักไว้ให้สะเด็ดน้ำ
- กระทะตั้งไฟใส่น้ำมันสำหรับทอด ใช้ไฟกลาง พอน้ำมันร้อน นำปีกไก่ลงทอดแค่พอหนังไก่เหลือง ไม่ต้องสุก ตักขึ้นพักไว้
- นำกระทะอีกใบยกขึ้นตั้งไฟใส่น้ำมันสำหรับผัด พอร้อน ใส่กระเทียมสับลงไปผัดให้หอม ใส่ซอสมะเขือเทศ ซอสพริก เกลือป่น น้ำตาลปี๊บ น้ำเปล่า และเหล้าจีน เคี่ยวให้เหนียว
- นำปีกไก่ที่ทอดแล้วลงไปคลุกเคล้ากับน้ำซอส ให้เข้ากัน
- จากนั้นเทส่วนผสมลงในถาดแล้วเอาฟอล์ยปิด นำเข้าเตาอบ 170 องศาเซลเซียส ประมาณ 30 นาที
- เมื่อปีกไก่อบสุกแล้วตักใส่จาน ตักน้ำซอสราดลงบนปีกไก่อบ แค่นี้ก็ได้ปีกไก่อบซอสแสนอร่อยเสิรฟพร้อมกับผักสดตามใจชอบแล้วล่ะค่ะ

หมายเหตุ ถ้าใครไม่ทานไก่แต่อยากทานซี่โครงหมูอบแทนล่ะก็เปลี่ยนจากปีกไก่มาเป็นซี่โครงหมูแทนก็ได้แต่ใช้สูตรเดิม หรือจะไปดูสูตรซี่โครงหมูอบอีกสูตรนึงที่เคยทำไว้นานแล้วก็ได้นะคะ เปรียบเทียบกันดูว่าสูตรไหนอร่อยกว่ากัน
อ่านต่อ...

ตำกระท้อน

หลังจากที่เมื่อวานทำกระท้อนทรงเครื่องไปแล้ว วันนี้ก็อยากทานตำกระท้อนอีก แต่ไม่มีใครทานเป็นเพื่อน จะทานคนเดียวก็ไม่อร่อย เลยโทรหาเพื่อนที่อยู่ปากซอยว่าจะทำตำกระท้อนมาทานด้วยกันมั๊ย มันบอกว่าไปไม่ได้ไม่มีใครเฝ้าร้าน แกหิ้วกระท้อนของแกมาซิ มาตำที่บ้านชั้น (เพื่อนทำร้านอาหารตามสั่ง มีส้มตำขายด้วยแต่ไม่มีตำกระท้อนมีแต่ตำมะละกอ) เราก็ไม่ปฎิเสธซิ ประหยัดเครื่องปรุงบ้านชั้นดีออก รีบหิ้วถุงกระท้อนออกบ้านเลย แต่ก่อนออกไปก็ไม่ลืมเสิรฟ กระท้อนลอยแก้วให้คุณสามีก่อน (วันนี้ไม่โชว์กระท้อนลอยแก้วนะคะเพราะจำได้ว่าเคยอัพไปแล้วถ้าใครอยากได้สูตรก็ตามไปนะคะ)


สิ่งที่ต้องเตรียม

กระท้อนปุยฝ้าย 1 ลูก
มะเขือเทศ 1 ลูก
ถั่วฝักยาว 1 ฝัก
กุ้งแห้ง 2 ช้อนโต๊ะ
หอมแดง 3 หัว
พริกขี้หนูแห้ง 10 เม็ด
กะปิ 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำมะนาว 1/2 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะ
ถั่วลิสงคั่ว

วิธีทำ

- นำกระท้อนมาปอกเปลือกล้างน้ำเกลือแล้วสับกระท้อนทั้งลูกเตรียมไว้ (แล้วแต่ถ้าใครชอบทั้งเมล็ดก็ใส่หมดเลย ของเราไม่ใส่เพราะเพื่อนบอกเกะกะจานขี้เกียจแทะเรายังแอบเสียดายอยู่เลย)
- ตำพริกขี้หนู ปอกเปลือกหอมแดงแล้วหั่นหยาบๆ ใส่ลงไปตำพร้อมกับกะปิ และน้ำตาลปี๊บ
- เติมกุ้งแห้งตำพอแหลก ใส่ถั่วฝักยาวตำพอบุบ ใส่มะเขือเทศ แล้วตามกระท้อนสับที่เตรียมไว้ ลงตำคลุกเคล้าให้เข้ากัน
- ปรุงรสด้วยน้ำปลา ชิมรสตามชอบ ถ้าใครใช้กระท้อนที่มีรสเปรี้ยวอยู่แล้วก็ไม่ต้องเติมน้ำมะนาว แต่ของเราใช้กระท้อนปุยฝ้ายเลยต้องเติมน้ำมะนาวเพิ่มอีกทีเพื่อเพิ่มรสชาติ
- เสร็จแล้วตักใส่จานโรยหน้าด้วยถั่วลิสงคั่ว ทานแกล้มกับผักสดอร่อยมากโดยเฉพาะใบชะพลู

หมายเหตุ
ถ้าใช้กระท้อนที่มีรสเปรี้ยวให้ทุบก่อนปอกเปลือกนะคะ เห็นเค้าบอกว่าจะทำให้หวานขึ้นและไม่ฝาดด้วย (ทุบแค่กระท้อนนะคะอย่าเผลอไปทุบคนที่อยู่ข้างตัวเข้าล่ะคะ)
อ่านต่อ...

กระท้อนทรงเครื่อง

ช่วงนี้เป็นช่วงที่กระท้อนแก่ทานได้แล้วหรือเปล่าน๊า ไม่แน่ใจ แต่ไปทางไหนก็เห็นแต่มีกระท้อนลูกโตๆ วางขายเพียบเลย แต่ทำไมที่สวนของเราถึงยังไม่เห็นจะโตเลย ลูกเล็กๆ เท่าลูกปิงปองเอง บางลูกเท่าเม็ดลำใยเอง เราเลยต้องเสียตังค์ซื้อกระท้อนมาจากตลาดมาตั้ง 6 ลูกแนะลูกบักเอ๊กเลย กะว่าจะทานให้หายอยากไปเลย (ไม่ง้อกระท้อนในสวนก็ได้ รอชั้นทานจนเบื่อก่อนค่อยสุกก็แล้วกัน รับรองชั้นไม่แลเลยล่ะ อิอิ มีเคือง) คิดเมนูกระท้อนแสนอร่อยไว้ตั้งหลายเมนู เดี๋ยวจะค่อยๆ ทยอยนำออกมาเสนอทีละเมนู งั้นวันนี้ทานกระท้อนทรงเครื่องไปก่อนละกัน เปรี้ยวปากแล้วใช่มั๊ยล่ะ ไปค่ะเข้าครัวไปทำกระท้อนทรงเครื่องกันเลยค่ะ

สิ่งที่ต้องเตรียม

กระท้อนลูกใหญ่ๆ 1 ลูก
มะพร้าวคั่ว 3 ช้อนโต๊ะ
กุ้งแห้งตำ 3 ช้อนโต๊ะ
ถั่วลิสงคั่วบุบ 2 ช้อนโต๊ะ
พริกแห้งป่น 1 1/2 ช้อนชา
เกลือป่น 1 ช้อนชา

ส่วนผสมของน้ำเชื่อม

น้ำตาลปี๊บ 1 ถ้วย
น้ำเปล่า 1/2 ถ้วย
น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

- ปอกเปลือกกระท้อนออกให้หนาสักหน่อย พยายามปอกผิวให้เรียบจะได้สวย เสร็จแล้วนำไปแช่น้ำเกลือไว้สักครู่ประมาณ 10 นาทีเพื่อเนื้อกระท้อนจะได้ไม่ดำไงคะ
- จากนั้นเอาขึ้นมาบั้งตามแนวตรงของลูกกระท้อนเป็นริ้วๆ รอบลูก ไม่ต้องหนามาก แช่น้ำเกลือทิ้งไว้อีกประมาณ 20-30 นาที เพื่อให้ขับความเปรี้ยวของกระท้อนออก
- ผสมน้ำตาลปี๊บ น้ำเปล่า น้ำปลา ลงในกระทะ แล้วตั้งไฟอ่อน เคี่ยวจนเหนียว เหนียวแบบเหนียวหนึบและนะคะ จากนั้นยกลงพักไว้ให้เย็น (ถ้าใครชอบทานกะปิก็ใส่ลงไปด้วยก็ได้ เพราะเห็นสูตรที่จิ๊กเค้ามาเค้าใส่กะิปิด้วย แต่เราไม่ชอบตอนทำเลยไม่ใส่)
- เอากระท้อนขึ้นจากชามแช่น้ำเกลือ ใช้มือบีบกระท้อนเบาๆ แล้วพักเพื่อให้สะเด็ดน้ำสักครู่
- จัดใส่จาน กดตรงกลางของกระท้อนลง เพื่อให้กลีบโดยรอบบานออกมา (ไม่รู้เค้าเรียกอย่างนี้หรือเปล่า เพื่อที่น้ำเชื่อมจะซึมเข้าโดยง่ายไงคะ) โรยหน้าด้วย มะพร้าวคั่ว กุ้งแห้งตำ ถั่วลิสงคั่วบุบ และพริกแห้งป่น จากนั้นก็ราดน้ำเชื่อมลงไปเลยค่ะ แล้วรีบยกเสิรฟเลยค่ะ (เพราะทนไม่ไหวแล้วน้ำลายจะหกค่ะ)

หมายเหตุ
ในส่วนของมะพร้าวคั่ว กุ้งแห้ง ถั่วลิสงคั่วและพริกป่น ถ้าใครชอบทานมากทานน้อยก็ลดเพิ่มตามความพอใจนะคะไม่ใช่สูตรตายตัว เอาตามความชอบก้อแล้วกันค่ะ
อ่านต่อ...

ขนมไข่หงส์

เคยมีใครได้อ่านประวัติของขนมไข่หงส์บ้างหรือยังเอ่ย เราเคยทานอยู่บ่อยๆ ตอนเป็นเด็กเพราะถือได้ว่าเป็นขนมโปรดอีก 1 เมนูเลยล่ะ และมีโอกาสได้อ่านประวัติมาบ้างแล้ว สำหรับใครที่ยังไม่เคยทราบประวัติของขนมไข่หงส์ เราก็จะเล่าคร่าวๆ ให้อ่านก็แล้วกัน ขนมไข่หงส์เกิดขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระองค์ทรงมีข้าทาสบริจาริกาตำแหน่งเจ้าจอมอยู่หลายคน แต่มีคนหนึ่งที่เป็นที่โปรดปรานของพระองค์มาก คือเจ้าจอมแว่น และในพระราชพิธีสำคัญพิธีหนึ่ง พระองค์มีรับสั่งจะเสวยขนมไข่เหี้ย ซึ่งคนโบราณนิยมรับประทานกับมังคุด แต่หายากมาก เจ้าจอมแว่นจึงคิดประดิษฐ์ขนมไข่เหี้ยสูตรพิเศษนี้ขึ้นถวายแทน เป็นที่พอพระทัยของพระองค์มากและนิยมรับประทานกันมาจนถึงทุกวันนี้ ขนมไข่เหี้ยนี้ต่อมาเห็นว่าชื่อไม่เพราะ จึงเปลี่ยนชื่อเรียกใหม่ว่าขนมไข่สวรรค์หรือขนมไข่หงส์ เมื่อพอจะทราบประวัติพอสังเขปแล้ว วันนี้ก็เลยมีสูตรการทำขนมไข่หงส์มาฝากค่ะ มาดูกรรมวิธีการทำขนมไข่หงส์กันเลยดีกว่าค่ะ


สิ่งที่ต้องเตรียม

ส่วนผสมของตัวแป้ง
แป้งข้าวเหนียว 3 ถ้วยตวง
แป้งข้าวเจ้า 2 ช้อนโต๊ะ
กะทิ 1/2 ถ้วยตวง
ฟักทองบด 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลปี๊บ 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันสำหรับทอด

ส่วนผสมไส้
ถั่วเขียวซีกแช่ค้างคืน 1 ถ้วยตวง
พริกไทย 1/2 ช้อนโต๊ะ
เกลือ 1/2 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทราย 3 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันพืช 3 ช้อนโต๊ะ

น้ำตาลสำหรับฉาบขนม
น้ำตาลทราย 2 ถ้วยตวง
น้ำมัน 1 ช้อนโต๊ะ
เกลือ 1/2 ช้อนชา

วิธีทำ

- นำแป้งทั้ง 2 ชนิด ผสมรวมกันใส่กะทิลงไป นวดให้นิ่มเหมือนแป้งโม่ทับน้ำ
- จากนั้นใส่ฟักทองนวดให้เข้ากัน แล้วใส่น้ำตาลปี๊บนวดอีกซักครู่จะเหลวพอปั้นได้ พักไว้โดยใช้ภาชนะปิดไว้ให้อุ่น เพื่อให้แป้งขึ้นฟูตัว ประมาณ 3 ชั่วโมง
- นำถั่วเขียวซีกนึ่งให้สุก มาบดให้ละเอียด ผัดกับน้ำมันพืช ปรุงรสด้วยน้ำตาล เกลือ พริกไทยให้มีรสหวาน เค็ม หอมกลิ่นพริกไทย
- เมื่อผัดไส้ได้ที่แล้วนำมาปั้นเป็นก้อนกลมๆ เท่าหัวแม่มือ ปั้นจนหมดที่เตรียมไว้
- นำแป้งที่พักไว้จนครบ 3 ชั่วโมง มาปั้นห่อไส้ให้หมดพักไว้
- ตั้งกระทะใส่น้ำมันมากหน่อย เราใช้ประมาณ 1/2 ขวด ตั้งไฟปานกลาง พอน้ำมันร้อน นำขนมลงไปทอดจนเหลืองพักไว้เพื่อจะเอาไปฉาบด้วยน้ำตาลต่อ
- วิธีฉาบ เอาน้ำตาลทรายใส่กระทะ ใส่น้ำเล็กน้อย ใส่น้ำมันพืช และเกลือ ใช้ไฟอ่อนๆ พอเหนียวก็เอาขนมลงไปฉาบให้น้ำตาลเกาะทั่วก็เป็นอันใช้ได้แล้วละค่ะ จากนั้นตักขึ้นผึ่งไว้ให้เย็น จนน้ำตาลตกผลึกจับตัวขนมแล้วจึงเก็บใส่ภาชนะมีฝาปิด

อ่านต่อ...

ส้มตำทะเล

วันนี้นึกเปรี้ยวปากอยากทานอะไรแซ่บๆ สงสัยจะท้องแน่ๆ เลย (ฝันหวานอีกแล้ว สงสัยไม่เข็ด ท้อง 3 ครั้ง แท้งทั้ง 3 ครั้ง ชาตินี้จะมีลูกไว้รอรับสมบัติหรือเปล่าน๊า) ตอนแรกว่าจะทำยำแซ่บทานซักหน่อย พอเข้าครัวเห็นมะละกอดิบงอกในอ่างล้างจาน งงมากมันมาได้ไงแทนที่มันจะต้องอยู่ติดต้นที่หน้าบ้าน เลยตะโกนถามแฟน (ฮิฮิ จริงๆ ไม่ได้เป็นคนไม่มีมารยาาทนะ ที่ใช้วิธีตะโกน เพราะเวลาเค้าทำงานเค้าชอบเสียบหูฟังฟังเพลงไปด้วย) แต่เค้าก็ตอบมาด้วยเสียงอันดังเหมือนกันว่า "ข้างบ้านเค้าเห็นมะละกอบ้านเราสุกตั้งหลายลูกเค้าเลยขอไปลูกนึง ตอนที่สอยให้เค้า ไปโดนลูกดิบหล่นมาด้วยไม่รู้ทำไงจะทิ้งก็เสียดาย เลยเอาไปวางไว้ในอ่างล้างจาน เผื่ออยากทานแกงส้ม" นั่นแน่สงสัยมีแผนอยากทานแกงส้มมะละกอแน่เลย แต่เสียใจ แอบเอามาทำส้มตำดีกว่า โชคเข้าข้างอีกแล้วไม่ทงไม่ทำมันแล้วยำแซ่บน่ะ ทำส้มตำทะเลทานดีกว่า


สิ่งที่ต้องเตรียม

มะละกอ 1/2 ลูก
แครอท 1/2 หัว
กุ้งสด 5 ตัว
ปลาหมึกกล้วย 2 ตัว
มะเขือเทศ 2 ลูก
ถั่วฝักยาวหั่นท่อน 1 ฝัก
พริกขี้หนูแดง 10 เม็ด
ถั่วลิสงคั่ว 2 ช้อนโต๊ะ
กระเทียมปอกเปลือก 2 กลีบ
มะนาว 2 ลูก
น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

- นำมะละกอและแครอทมาปอกเปลือก ล้างให้สะอาด แล้วสับให้เป็นเส้น ขอแนะนำว่าให้สับนะคะ อย่าใช้ที่ขูด ขูดเด็ดขาด เพราะเส้นมะละกอจะไม่กรอบ
- ต้มน้ำให้เดือดนำปลาหมึกที่หั่นและกุ้งที่เด็ดหัวแกะเปลือกแล้วลงไปลวกซักครู่เดียวพออย่านาน ตักใส่ตะแกรงพักไว้ให้สะเด็ดน้ำ
- จากนั้นนำกระเทียมและพริกขี้หนูมาโขลก ใส่ถั่วฝักยาวบุบพอแตก
- ปรุงรสด้วยน้ำตาลปี๊บ น้ำปลา และน้ำมะนาว ใส่มะเขือเทศหั่น เคล้าให้เข้ากัน
- ใส่มะละกอและแครอทเคล้าแค่ให้พอเข้ากันอย่าให้สากตำลงไปแรงๆ เดี๋ยวจะช้ำ จากนั้นชิมรสดูอีกทีว่าถูกปากหรือเปล่า
- ถ้ารสชาติได้ที่แล้วให้ใส่ ถั่วลิสงคั่ว กุ้งลวกและปลาหมึกลวกลงไปคลุกเคล้าให้เข้ากันอีกทีแล้วตักใส่จานตกแต่งให้สวยงามพร้อมเสิรฟได้เลยค่ะ

อ่านต่อ...

ลูกชุบ

ไม่รู้เป็นไง ชอบทานม๊ากมากเลย ลูกชุบนี่ ไม่ว่าเห็นวางขายที่ไหนเป็นต้องซื้อทานตลอด ขนาดคนอื่นบอกว่าร้านนี้ไม่ค่อยอร่อยก็ตาม เราต้องบอกว่าอร่อยซิ เคยทานแล้ว (แต่จริงๆ ยังไม่เคยซื้อทานเลย ต้องรีบว่าอร่อยไว้ก่อนทุกครั้งกลัวพลาดโอกาสได้กิน) ไม่เคยลงมือทำเอง คิดว่าคงทำอยากมากเลย พอดีเมื่อวันก่อนไปบ้านสวนของเพื่อน คุณป้าของเพื่อนกำลังทำอยู่ เลยรีบเข้าไปขันอาสาขอเป็นลูกมือ เพื่อแอบจำสูตรการทำลูกชุบของโปรดของตัวเอง คุณป้าก็ใจดีไม่หวงเลย แถมยังสอนอย่างละเอียดอีกต่างหาก ทีนี้ล่ะร้านลูกชุบไม่ได้กินเงินยัยคนนี้อีกร๊อก มาค่ะมาดูกรรมวิธีการทำลูกชุบของโปรดดีกว่าค่ะ


สิ่งที่ต้องเตรียม

ถั่วเขียวซีก 250 กรัม
กะทิ 1 ถ้วยตวง
น้ำตาลทรายขาว 250 กรัม
น้ำลอยดอกมะลิ 2 1/2 ถ้วย
วุ้นผง 1 ช้อนโต๊ะ
มะพร้าวขูดขาว 1/3 ถ้วย
สีผสมอาหาร
ไม้เสียบลูกชิ้น

วิธีทำ

- แช่ถั่วเขียวซีกในน้ำทิ้งไว้ 1 คืน นำไปใส่ลังถึงนึ่งที่รองผ้าขาวบางไว้ นึ่งจนสุก
- นำถั่วที่นึ่งสุก มะพร้าวขูดขาว และกะทิ ใส่รวมกันลงไปในเครื่องปั่น ปั่นทุกอย่างให้ละเอียด
- เมื่อละเอียดดีแล้วนำไปใส่ในกระทะทองหรือถ้าไม่มีใช้กระทะเทปล่อนแทนก็ได้ แล้วใส่น้ำตาลทรายลงไปคนให้เข้ากัน
- ยกกระทะขึ้นตั้งไฟใช้ไฟกลางเคี่ยวไปจนเดือด ในระหว่างที่เคี่ยวหมั่นใช้ไม้พายคน
- เมื่อเริ่มเหนียวแล้วให้หรี่ไฟ แล้วกวนไปเรื่อยๆ จนแป้งร่อนได้ความเหนียวตามต้องการ หรือพอที่จะปั้นได้
- ยกลงจากเตา รอให้เย็น ใช้เวลาซักประมาณ 1 ชั่วโมง น่าจะใช้ได้ค่ะ
- จากนั้นก็เริ่มการปั้นลูกชุบเป็นรูปผลไม้หรือรูปอะไรก็ได้ตามต้องการ เพราะเราไม่ได้ทำขาย ใครไม่ค่อยมีฝีมือในการปั้นก็ปั้นเป็นลูกกลมๆ เหมือนเจ้าของบล็อกนี้ก็ได้ แล้วก็แอบอ้างเป็นผลส้มมั่ง เชอรี่มั่งง่ายดีค่ะ
- เมื่อปั้นเสร็จให้ใช้ไม้เสียบลูกชิ้นเสียบตรงส่วนที่เราจะใช้เป็นขั้วของผลไม้ แล้วระบายสีตามลักษณะสีผลไม้นั้นๆ เมื่อระบายเสร็จแล้วให้นำไปเสียบพักไว้บนแผ่นโฟม
- นำผงวุ้นผสมน้ำลอยดอกมะลินำขึ้นตั้งไฟ คนให้เข้ากัน รอจนเดือด แล้วหรี่ไฟหมั่นคนตลอด รอจนน้ำวุ้นใส ในระหว่างนั้นถ้าเกิดฟอง ให้ช้อนฟองทิ้งให้หมด เพื่อที่เวลาชุบจะได้ไม่เป็นฟองอากาศ หรือผิวไม่เนียนเรียบ
- นำผลไม้ลงจุ่มทีละอัน หมุนไม้ให้ทุกด้านถูกวุ้นเคลือบเท่าๆกัน แล้วค่อยๆยกขึ้นมาปักไว้บนแผ่นโฟมทำจนหมดก้อนแป้งที่ปั้นไว้ จากนั้นนำวนกลับมาชุบวุ้นใหม่อีก 2 รอบค่ะ เพื่อให้ผิวเป็นมัน เนียนสวย
- เมื่อเรียบร้อยแล้วรอให้วุ้นแห้ง พอแห้งก็ถอดออกจากไม้ แล้วนำใบแก้วมาตัดแต่งให้เป็นใบ เพื่อเสียบเป็นก้านผลไม้ แค่นี้ก็เป็นอันเสร็จพิธีค่ะ

เคล็ดลับ

วุ้นสำหรับชุบถ้าเรายกลงจากเตาจะทำให้วุ้นเย็นและแห้งเร็ว ถ้าอยากให้วุ้นอุ่นตลอดให้ใช้หม้อปากกว้างใส่น้ำพอประมาณ ต้มให้เดือดหรี่ไฟลง แล้วเอาหม้อวุ้นลงไปใส่ลงในหม้ออีกที ทีนี้วุ้นก็จะร้อนอยู่ตลอดและไม่ไหม้เหมือนตั้งไฟบนเตาโดยตรง
อ่านต่อ...