Pitchaya's Food

เมนูอาหาร สูตรอาหารไทย เคล็ดลับวิธีทำอาหาร บทความดีๆเกี่ยวกับอาหาร


เมื่อก่อนตอนที่ทำเมนูกะหล่ำปลีทอดน้ำปลายังไม่เป็น เวลาออกไปทานอาหารนอกบ้านทีไร เป็นต้องสั่งทุกครั้ง เคยคิดว่าเชฟเค้าเก่งนะ แค่เอากะหล่ำปลีธรรมด๊าธรรมดามาปรุงออกมาได้อร่อยเป็นที่สุด เราเคยลองเขี่ยๆ ดูก็ไม่เห็นมีอะไรโดดเด่น เห็นมีแต่กะหล่ำปลีแล้วทำไมถึงอร่อยนักอร่อยหนาก็ไม่รู้ แต่เดี๋ยวนี้พอเราทำเป็นแล้ว ไม่เคยง้อเมนูนี้จากร้านอาหารนอกบ้านอีกเลย เมนูนี้ทำง่ายมากเลยค่ะ แถมยังใช้เวลาในการทำแค่แป๊บเดียวอีกด้วยค่ะ มาค่ะมาดูกันเลยว่าจะทำง่ายจริงดังอ้างหรือเปล่า

สิ่งที่ต้องเตรียม
กะหล่ำปลี 1 หัว (หัวเล็กขนาดพอดี)
น้ำปลาอย่างดี 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาล 1 1/2 ช้อนชา
น้ำต้มสุก 3 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันสำหรับทอด 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำกะหล่ำปลีทอดน้ำปลา
- นำกะหล่ำปลีมาผ่าครึ่ง แล้วคว้านเอาใจกะหล่ำปลีทิ้งไป จากนั้นหั่นกะหล่ำปลีเป็น 4 กลีบใหญ่ๆ
- นำกระหล่ำปลีไปล้างน้ำให้สะอาด แกะออกเป็นใบๆ ใส่ลงไปในถ้วยขนาดใหญ่ที่ทนไฟ
- นำถ้วยใส่กะหล่ำปลีเข้าไมโครเวฟ ปรับใช้ไฟแรงสุด ใช้เวลาในการเวฟประมาณ 10-15 นาที หรือจนกว่าผักจะสลด (เหตุที่เราเลือกใช้วิธีนำเข้าไมโครเวฟ ก็เพื่อเป็นการลดปริมาณน้ำมันที่ใช้ในการทอด ถ้าเราไม่เวฟก่อน เราจะใช้น้ำมันในปริมาณมากๆ เพื่อที่จะทอดกะหล่ำปลีกลีบใหญ่ๆ ให้สลดได้ กินน้ำมันปริมาณมากๆ อ้วนค่ะ ไม่ดีต่อสุขภาพด้วย)
- จากนั้นเอากะหล่ำปลีออกจากไมโครเวฟ เอาตั้งทิ้งไว้ก่อน (จะเห็นได้ว่าหน้าตาผักจะสลดลงปานโดนคนด่าเอา อิอิ)
- ทีนี้เราก็นำ น้ำตาลทราย น้ำปลา และน้ำต้มสุก ใส่ถ้วยคนให้ละลายเข้ากันพักไว้
- นำกระทะใส่น้ำมันยกขึ้นตั้งไฟ (แนะนำให้ใช้กระทะที่แ่ม่ค้าเค้าใช้จะดีกว่าแบบเป็นเทปล่อน เพราะกะหล่ำปลีที่ไ้ด้จะมีกลิ่นหอมกว่าค่ะ)
- พอน้ำมันร้อนจัด ควันขึ้นโขมง เราก็เอากะหล่ำปลีลงไปทอด ทอดจนเนื้อกะหล่ำปลีบางส่วนมีสีเหลืองออกน้ำตาลนิดๆ
- เราก็รีบตักกะหล่ำปลีขึ้นใส่ถ้วยพักไว้ก่อน เทส่วนผสมของน้ำปลา น้ำตาล ที่ละลายไว้ ใส่ลงไปในกระทะใบเดิม ตั้งทิ้งไว้จนส่วนผสมเดือดจัด
- เราก็ใส่กะหล่ำปลีทอดลงไปผัดกับส่วนผสม ผัดเบาๆ ให้เข้ากันซักครู่ ปิดไฟตักกะหลำ่ปลีทอดน้ำปลาใส่จานยกเสิร์ฟร้อนๆ เห็นมั๊ยล่ะคะว่าง่ายมาก

ช่วงนี้เชียงใหม่หมอกควันเข้าขั้นวิกฤตมากค่ะ ออกนอกบ้านไปไหนไม่ค่อยได้เลย รู้สึกแสบตามากๆ เห็นในข่าวมีรายงานด้วยว่า คนที่อยู่นอกเมืองมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งมากกว่าคนที่อยู่ในเมืองซะอีก ยิ่งบ้านเราแล้วรอบๆ บ้านมองไปทางไหนก็เป็นแต่ป่าเป็นแต่ภูเขา กลิ่นควันจากการเผาป่าตลบอบอวนไปหมด โดยเฉพาะกลางคืนต้องปิดกระจกบ้านให้สนิทหมดเลย เมื่อไหร่คนที่เผาป่าเค้าจะสำนึกได้ซะทีว่าการทำแบบนั้น เหมือนกับการทำลายลมหายใจของตัวเอง ว๊า...วันนี้มาถึงก็มาบ่นๆ เรื่องหมอกควัน เลยไม่ได้ชวนเข้าครัวซักที มาค่ะมาเข้าครัวทำแกงส้มขมิ้นปลาซาบะทานแก้เซ็งกันดีกว่าค่ะ

สิ่งที่ต้องเตรียม
ปลาซะบะ 1 ตัว
มะเขือเทศสีดา 8-9 ลูก
พริกชี้ฟ้าสด 7-10 เม็ด
หอมแดง 3 หัว
กระเทียม 1 หัว
ตะไคร้ซอย 1 หัว
ขมิ้นซอย 5-6 แว่น
เกลือป่น 1/2 ช้อนชา
กะปิ 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนชา
น้ำมะนาว 3-4 ช้อนโต๊ะ
ใบแมงลัก 1/2 ถ้วย

วิธีทำแกงส้มขมิ้นปลาซาบะ
- ก่อนอื่นต้องนำปลาซาบะหั่นเป็นแว่นๆ ความหนาก็กะเอาให้ขนาดพอดีๆ เสร็จแล้วดึงไส้ทิ้ง ล้างน้ำให้สะอาดเตรียมไว้ก่อน
- ส่วนมะเขือเทศสีดา ก็นำไปล้างน้ำแล้วผ่าครึ่งเตรียมไว้
- ทีนี้ก็มาตำน้ำพริกเครื่องแกงส้มขมิ้นกันเลยค่ะ โดยนำตะไคร้ ขมิ้น พริกชี้ฟ้า กระเทียม หอมแดง ใส่ครกตำให้ละเอียด
- พอส่วนผสมละเอียดดีแล้วก็ใส่ เกลือป่น และกะปิลงไป ตำเบาๆ ให้เข้ากัน แค่นี้ก็จะได้น้ำพริกเครื่องแกงส้มขมิ้นแล้วล่ะคะ
- เตรียมหม้อใส่น้ำเปล่ายกขึ้นตั้งไฟ พอน้ำเดือดจัดก็ตักน้ำพริกเครื่องแกงที่ตำไว้ใส่ลงไป
- พอน้ำในหม้อเดือดอีกครั้งก็ใส่ปลาซาบะลงไปได้เลยค่ะ ยังไม่ต้องรีบคนนะคะ รอให้เนื้อปลาสุกก่อนค่อยคน
- พอปลาสุกแล้วก็ปรุงรสด้วยน้ำปลา และน้ำตาลปี๊บลงไป ชิมรส จากนั้นจึงใส่มะเขือเทศ
- พอมะเขือเทศสุกแล้วก็ใส่ใบแมงลักลงไปได้เลยค่ะ คนให้เข้ากัน ปิดไฟ
- พอปิดไฟแล้วก็ใส่น้ำมะนาวลงไป คนให้เข้าักันชิมรส ใครชอบเปรี้ยวมากก็ใส่มาก ใครชอบเปรี้ยวน้อยก็ใส่น้อย (พอดีเราชอบแบบเปรี้ยวๆ เลยใส่ลงไปเยอะนิดนึงค่ะ)
- เสร็จแล้วตักใส่ถ้วยเสิร์ฟร้อนๆ ได้เลยค่ะ แกงส้มขมิ้นปลาต้องทานตอนร้อนๆ ค่ะถึงจะอร่อย


ทานข้าวกันหรือยังคะนี่ ใครยังไ่ม่ได้ทานก็มาทานพร้อมๆ กันเลยมั๊ยคะ วันนี้เราทำผัดพริกขิงหมูถั่วฝักยาวค่ะ ช่วงนี้มีผักของฟรีเยอะ ต้องกินกันอีกหลายวันกว่าจะหมด เมื่อวานกินกะหล่ำปลี วันนี้ก็ถึงคิวถั่วฝักยาวบ้างแล้วค่ะ มาค่ะมาทำผักพริกขิงหมูถั่วฝักยาวทานเป็นมื้อกลางวันกันดีกว่าค่ะ

สิ่งที่ต้องเตรียม

ถั่วฝักยาวหั่นท่อน 15 ฝัก
เนื้อหมูหั่นชิ้นบาง 200 กรัม
ใบมะกรูด 4 ใบ
พริกแดง 1 เม็ด
น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนชา
ซอสหอยนางรม 1 ช้ิอนโต๊ะ
น้ำมันสำหรับผัด 1 ช้ิอนโต๊ะ
น้ำพริกเครื่องแกงผัดพริกขิง

ส่วนประกอบน้ำพริกเครื่องแกง
พริกแห้งป่น 1/2 ช้อนโต๊ะ
กุ้งแห้ง 10 ตัว (ใครมีกุ้งแห้งป่นก็ใช้กุ้งแห้งป่นดีกว่าค่ะ ง่ายดี)
พริกไทย 6 เม็ด
หอมแดง 4 -5 หัว
กระเทียมไทย 2 หัว
ข่าหั่นละเอียด 1 ช้อนชา
ผิวมะกรูดหั่นละเอียด 1 ช้อนชา
ตะไคร้ซอย 1 ช้อนโต๊ะ
เกลือป่น 1/2 ช้อนชา
กะปิ 1 ช้อนชา

วิธีทำผัดพริกขิงหมูถั่วฝักยาว
- เริ่มจากส่วนประกอบของน้ำพริกแกงทั้งหมดใส่ครกตำให้ละเอียด เตรียมไว้ก่อน ( เราต้องนำกุ้งแห้งไปแช่น้ำอุ่นให้นิ่มก่อนถึงจะนำมาตำไ้ด้)
- จากนั้นก็นำถั่วฝักยาวไปต้มในน้ำเดือดแค่พอเกือบสุก ตักถั่วฝักยาวออกจากหม้อลงไปน็อคในน้ำแช่น้ำแข็ง พอถั่วฝักยาวเย็นแล้วก็เทใส่กระชอน พักไว้ให้สะเด็ดน้ำ
- ตั้งกระทะใส่น้ำมันลงไป พอน้ำมันร้อนก็ตักน้ำพริกเครื่องแกงลงไปผัดให้หอม ใส่หมูลงไปผัดกับน้ำพริกเครื่องแกง ผัดจนหมูหดและมีสีซีด
- เติมน้ำลงไปเล็กน้อย แค่พอขลุกขลิก ปรุงรสด้วย น้ำตาลปี๊บ และน้ำปลา ตั้งทิ้งไว้ต่อซักครู่
- พอหมูสุกแล้วจึงใส่ถั่งฝักยาวลงไป ผัดให้เข้ากัน
- นำพริกแกงมาหั่นแฉลบ และซอยใบมะกรูดฝอย ใส่ลงไป คนให้เข้ากัน ปิดไฟ


ไปเที่ยวที่บ้านกลับมาคราวนี้ เราแบกผักสดมาจากบ้านเยอะมาก มีทั้งลูกขนุนอ่อน ถั่วฝักยาว พริกหนุ่ม กระเทียมสด มะเขือเทศ แล้วยังมีกะหล่ำปลีอีกด้วย ทุุกอย่างเป็นผลิตผลจากสวนของน้าซึ่งเป็นน้องชายของแม่ทั้งนั้น วันนี้เราเลยลงมือทำแกงกะหล่ำปลีใส่หมู ซึ่งเป็นสูตรอาหารของชาวเหนือแท้ๆ มาค่ะมาดูว่าแกงกะหล่ำปลีใส่หมูของสาวเหนือเช่นเราทำกันยังไงน๊า

สิ่งที่ต้องเตรียม
กะหล่ำปลีซอยหยาบๆ 1 หัว (ประมาณ 500 กรัม)
เนื้อหมูหั่นชิ้นพอดีคำ 250 กรัม
มะเขือเทศสีดาผ่าครึ่ง 5-6 ลูก
พริกขี้หนูแห้ง 12 เม็ด
กระเทียม 7 กลีบ
หอมแดง 2 หัว
เกลือป่น 1/2 ช้อนชา
กะปิ 1/2 ช้อนโต๊ะ
น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
ต้นหอมผักชีซอย 2-3 ต้น

วิธีทำแกงกะหล่ำใส่หมู
- เรามาลงมือตำน้ำพริกกันก่อนค่ะ โดยนำพริกแห้ง หอมแดง กระเทียม เกลือป่น และกะปิ ใส่ครกตำให้ละเอียด
- เอาหมูใส่ลงไปในหม้อ ตักน้ำพริกแกงที่ตำไว้ใส่ตามลงไป
- ใช้น้ำเปล่าล้างครกให้เกลี้ยง เทใส่ลงไปในหม้อ คนให้พริกแกงละลาย ยกหม้อขึ้นตั้งไฟ คั่วไปเรื่อยๆ จนน้ำเริ่มแห้ง ทีนี้ก็ใส่น้ำลงไปกะให้ท่วมเนื้อหมูและกะหล่ำปลี ตั้งทิ้งไว้รอให้เดือด
- พอน้ำในหม้อเดือด ก็ใ่ส่กะหล่ำปลีลงไป ใช้ทัพพีกดเบาๆ ให้กะหล่ำยุบตัวลงไปจมในน้ำแกง (ห้ามปิดฝาหม้อเด็ดขาด เพราะว่าในกะหล่ำปลีจะมีสารบางชนิด ที่เมื่อโดนความร้อนจะกลายเป็นสารตัวใหม่ชื่อ ไธโอไซยาเนต (thiocyanate) ที่ทำให้เกิดอาการท้องเสียและความดันเลือดต่ำได้ค่ะ)
- เราก็ตั้งทิ้งไว้จนกะหล่ำปลีสุก ก็ใส่มะเขือเทศลงไป ปรุงรสด้วยน้ำปลา จากนั้นก็ใส่ต้นหอมผักชีซอย คนให้เข้ากัน ปิดไฟ
- ตักแกงกะหล่ำปลีใส่ลงไปในถ้วยยกเสิร์ฟร้อนๆ ได้เลยค่ะ


วันนี้ต้องออกไปทำธุระนอกบ้านเกือบครึ่งค่อนวัน พอกลับถึงบ้านก็รู้สึกว่าตัวเองหิวจัดเลย (ทั้งๆ ที่ก็ทานมาจากข้างนอกมาเรียบร้อยแล้ว) เราเลยต้องไปรื้อค้นตู้เย็นตามนิสัย จนได้ส่วนประกอบสำหรับนำมาทำสปาเก็ตตี้ซอสหมูสับ วันนี้เรามีเพื่อนร่วมอุดมการณ์ 3 คน ที่เตรียมพร้อมจะมาหม่ำเมนูสปาเก็ตตี้จานอร่อยของเรา มาเข้าครัวทำสปาเก็ตตี้ซอสหมูสับกันเลยดีกว่าค่ะ

สิ่งที่ต้องเตรียม
เส้นสปาเกตตี้ (เบอร์ 3) 250กรัม
หมูสับ 200 กรัม
มะเขือเทศสุก 3 ลูก (ลูกใหญ่)
หอมหัวใหญ่สับ 2 หัว
แครอทหั่นเต๋า 1/4 หัว
มันฝรั่งหั่นเต๋า 1 หัว (หัวเล็ก)
กระเทียมสับ 4 กลีบ
น้ำมันมะกอก1 ช้อนโต๊ะ
เกลือป่น 1/2 ช้อนชา
พริกไทยป่น 1 ช้อนชา
น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา
ซอสหอยนางรม 1 1/2 ช้อนโต๊ะ (เราชอบรสชาติแบบไทยๆ)
น้ำซุป

วิธีทำสปาเก็ตตี้ซอสหมูสับ
- เรามาเริ่มทำซอสมะเขือเทศกันก่อน โดยนำมีดมากากบาทผิวด้านบนมะเขือเทศสุก 2 ลูก แล้วนำไปต้มในน้ำเดือดจัด ต้มทิ้งไว้จนมะเขือเทศสุกนิ่ม
- พอมะเขือเทศสุกนิ่มดีแล้วตักขึ้นพักไว้ในน้ำเย็น ทิ้งไว้จนเย็น ลอกผิวมะเขือเทศออก ยีเนื้อมะเขือเทศให้ละเอียดใส่ถ้วยเตรียมไว้
- ส่วนมะเขือเทศสดที่เหลืออีกลูกนึง นำไปสับค่อนข้างเป็นชิ้นเล็กๆ เตรียมไว้
- นำกระทะขึ้นตั้งไฟ ใส่น้ำมันมะกอกลงไป พอร้อนใส่หอมหัวใหญ่สับลงไปผัดให้หอม
- ใส่หมูสับตามลงไปผัดต่อ พยายามยีหมูให้ละเอียด ผัดหมูให้พอสีซีดๆ ก็ใส่มันฝรั่งกับแครอทลงไป ผัดให้เข้ากัน
- ใส่มะเขือเทศสับ และซอสมะเขือเทศ เติมน้ำซุปลงไปพอให้มีน้ำขลุกขลิก จากนั้นปิดฝาหม้อทิ้งไว้ ประมาณ 15 นาที หรือจนกว่าส่วนผสมจะสุกเละ
- พอทุกอย่างสุกได้ที่แล้ว ก็เปิดฝาหม้อออก ใส่กระเทียมสับลงไป เพื่อลดความเลี่ยนของซอส (ความชอบส่วนตัว ใครไม่ชอบไม่ต้องใส่ก็ได้ค่ะ) ปรุงรสด้วยซอสหอยนางรม น้ำตาลทราย เกลือป่น และพริกไทยป่น คนให้เข้ากัน ชิมรสให้ถูกปาก ปิดไฟ
- ต่อไปเราก็หันมาต้มเส้นสปาเก็ตตี้กันต่อค่ะ โดยนำหม้อใส่น้ำยกขึ้นตั้งไฟ ใส่เกลือป่นและน้ำมันพืชลงไปเล็กน้อย พอเดือดใส่เส้นสปาเก็ตตี้ลงไปต้ม เราใช้เวลาในการต้มประมาณ 10 นาที ตักขึ้นผ่านน้ำเย็น คลุกน้ำมันเล็กน้อย ใส่ชามเตรียมไว้
- เวลาจะทานก็จัดเส้นสปาเก็ตตี้ใส่จาน ตักซอสหมูสับลงบนเส้น ยกเสิร์ฟได้เลยค่ะ


วันนี้มีเมนูไข่เค็มมาฝากอีกแล้วค่ะ วันก่อนซื้อไข่เค็มมาทำยำไข่เค็มไป แต่ใช้ไม่หมดยังมีเหลืออีก 2 ฟอง วันนี้รู้สึกอยากหาน้ำพริกอะไรมาจิ้มกับผักสดทานบ้าง เลยเอาไข่เค็มมาทำน้ำพริกไข่เค็มอร่อยๆ ทานกันดีกว่า น้ำพริกไข่เค็มนี่ถือว่าเป็นเมนูโปรดเลยทีเดียว เวลาทานรสชาติจะคล้ายๆ กับน้ำพริกไข่แมงดาทะเลยังไงยังงั้นเลยค่ะ ไม่เชื่อลองไปทำทานกันดูซิคะ แล้วจะรู้ว่าใช่เลย

สิ่งที่ต้องเตรียม
ไข่เค็มต้มสุก 2 ฟอง
กุ้งแห้ง(กุ้งเนื้อ) 7-8 ตัว
พริกขี้หนู 10 เม็ด
กระเทียมไทย 6 กลีบ
กะปิย่างไฟ 1/3 ช้อนโต๊ะ
มะเขือพวง 7-8 เม็ด
น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนชา
น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำต้มสุก

วิธีทำน้ำพริกไข่เค็ม
- นำไข่เค็มต้มสุกมาผ่า แยกเอาไข่แดงกับไข่ขาวออกจากกันเตรียมไว้ก่อน
- ทีนี้ก็นำกุ้งแห้งไปแช่น้ำอุ่นให้นิ่ม แล้วจึงนำมาโขลกให้ละเอียด
- ใส่พริกขี้หนู กระเทียม กะปิเผาไฟและน้ำตาลปี๊บ ตามลงไปโขลกให้เข้ากัน
- เอาไข่ขาวมายีให้เป็นชิ้นเล็กใส่ลงไปในครกบดให้เข้ากัน
- ทีนี้ก็ใส่ไข่แดงลงไปได้เลย แค่ใช้สากกดเบาๆ ไข่แดงก็ละเอียดแล้วค่ะ
- ท้ายสุดก็ใส่มะเขือพวงลงไป ตำเบาๆ ให้มะเขือพวงแค่พอแตกก็พอ จากนั้นตักใส่ถ้วย
- เติมน้ำต้มสุกลงไปเล็กน้อย ปรุงรสด้วยน้ำปลา และน้ำมะนาวตามชอบ ชิมรสชาติให้ถูกปาก จัดเสิร์ฟพร้อมกับผักสดตามชอบ

แค่นี้เราก็จะได้น้ำพริกไข่เค็มเอาไว้ทานกับผักสดๆ แล้วค่ะ (หากน้ำพริกข้นเกินไปก็เติมน้ำต้มสุกเพิ่มได้อีกค่ะ น้ำพริกจะได้เหลวๆ บ้าง แต่อย่าใส่เยอะเดี๋ยวน้ำพริกจะเหลวเกินไป จิ้มไม่ติดผักไม่รู้ด้วยนะคะ อิอิ)


วันนี้มีอีกหนึ่งเมนูไข่ยกมาเสิร์ฟค่ะ เมนูนี้มีชื่อเรียกว่าไข่เจียวหอมใหญ่ ความจริงก็คือไข่เจียวปกติเหมือนชาวบ้านทั่วไปนั่นแหละค่ะ แต่เราใส่หอมใหญ่ลงไป แล้วจัดรูปแบบการเสิร์ฟให้ดูแปลกตาขึ้น เพื่อเป็นการเรียกน้ำย่อย และช่วยให้เจริญอาหารขึ้นเท่านั้นเองค่ะ (จะให้เจริญอาหารไปถึงไหนกั๊น ไม่ยอมดูหุ่นตัวเองก่อนจะพูดเล้ย ยัยแม่ครัวตัวกลมคนนี้ ฮ่าฮ่า) มาค่ะมาทำไข่เจียวหอมใหญ่ทานกันดีกว่าค่ะ

สิ่งที่ต้องเตรียม
ไข่ไก่ 2 ฟอง
หอมใหญ่ 1 หัว
ซอสปรุงรส 1 ช้อนโต๊ะ
พริกไทยป่น 1/2 ช้อนชา
น้ำมันพืช

วิธีทำไข่เจียวหอมใหญ่
- เิริ่มจากนำหอมใหญ่มาปอกเปลือก ล้างน้ำให้สะอาด หั่นหอมใหญ่ให้เป็นชิ้นบางๆ หั่นตามขวางนะคะ
- ตอกไข่ไก่ใส่ชาม ใช้ตะกร้อตีไข่ให้แหลก ปรุงรสด้วยพริกไทยป่น และซอสปรุงรส
- จากนั้นใส่หอมใหญ่ที่เราเตรียมไว้ลงไป คนเบาๆ ให้เข้ากัน
- นำกระทะแบนใส่น้ำมันยกขึ้นตั้งไฟ พอน้ำมันร้อนเทไข่ลงไป เจียวไข่ให้สุกเหลืองทั้งสองด้าน
- ตักไข่เจียวขึ้นพักบนจานแบน (ถ้าน้ำมันเยิ้มไปก็อาจจะซับเอาน้ำมันออกไปบ้างก็ได้ค่ะ) เสร็จแล้วม้วนไข่ให้เป็นแท่ง
- ตัดไข่ให้เป็นคำๆ ขนาดประมาณ 1 นิ้ว หรือมากน้อยกว่านั้นก็ได้ตามความชอบค่ะ จัดไข่ที่ตัดแล้วใส่จาน ตกแต่งด้วยพริกแดง
- ยกเสิร์ฟพร้อมกับซอสพริกศรีราชา แค่นี้เราก็จะได้เมนูไข่เจียวที่แสนจะธรรมดา ให้เป็นไข่เจียวที่สุดพิเศษในมื้อนี้แล้วค่ะ


เรามีสูตรการทำสลัดไก่ครีมโยเกิร์ตมาฝากค่ะ ซึ่งเป็นเมนูสลัดที่เหมาะสำหรับสตรีมีครรภ์ค่ะ ใครที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ อยากหาเมนูสลัดซักจาน เอามาทานเป็นอาหารมื้อกลางวันของวันนี้ เราของแนะนำเมนูนี้เลยค่ะ เพราะคนที่กำลังตั้งครรภ์ไม่ควรจะทานน้ำสลัดครีมข้นที่ทำมาจากไข่แดงสด เพราะจะทำให้มีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ค่ะ เพื่อหลีกเลี่ยงการทานน้ำสลัดครีมข้น เราเลยทำเป็นน้ำสลัดครีมโยเกิร์ตแทน ซึ่งในโยเกิร์ตก็มีส่วนประกอบของแคลเซี่ยมด้วย ซึ่งจะเหมาะกับผู้ีที่กำลังตั้งครรภ์เป็นที่สุดเลยค่ะ มาค่ะมาดูวิธีืทำสลัดไก่ครีมโยเิกิร์ตทานกันดีกว่าค่ะ

สิ่งที่ต้องเตรียม
(กะเอาปริมาณแค่พอกินนะคะ)
เนื้ออกไก่ต้มฉีกเป็นชิ้นๆ
กะหล่ำปลีซอย
แครอทหั่นฝอย
บร็อคโคลี่ลวก
มะเขือเทศฝานแว่น
ฟักทองนึ่งหั่นพอดีคำ
เม็ดมะม่วงหิมพานอบ
ไข่ไก่ต้ม(ผ่าเสี้ยว)
ผักกาดหอม
(ส่วนน้ำสลัดครีมโยเกิร์ต)
โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 1 ถ้วย
พริกไทยเม็ดตำให้ละเอียด 7 เม็ด
น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา
น้ำมันสลัด (หรือน้ำมันมะกอก) 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ (สูตรจริงๆ ใช้น้ำส้มสายชู แต่เราเลือกใช้มะนาวแทน )
กระเทียมสับละเอียด 1 ช้อนชา

วิธีทำสลัดไก่ครีมโยเกิร์ต
- เรามาเริ่มจากการทำน้ำสลัดกันก่อนค่ะ โดยนำโยเกิร์ตใส่ลงในเครื่องปั่น ตามด้วย พริกไทยป่น น้ำตาลทราย น้ำมันสลัด น้ำมะนาว และกระเทียมสับละเอียด ปั่นให้เข้ากัน (เราผสมลงไปถ้วยแล้วใช้ตะกร้อตีให้เข้ากันแทน)
- ทีนี้เราก็มาจัดผักใส่จานโรยหน้าด้วย เนื้อไก่ฉีก และเม็ดมะม่วงหิมพานต์อบ ตกแต่งด้วยไข่ต้ม
- เสร็จแล้วก็ตักน้ำสลัดครีมโยเกิร์ตราดลงบนจานสลัด แค่นี้ก็จะได้เมนูสลัดง่ายๆ อร่อยแล้วยังมีประโยชน์ผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ค่ะ
- สำหรับผู้ที่ไม่ได้ท้อง แต่อยากทานสลัดเพื่อควบคุมน้ำหนัก ก็ขอแนะนำให้ทานเฉพาะสลัดไก่ธรรมดา งดไข่ต้มแล้วก็เม็ดมะม่วงหิมพานต์ก็จะดีกว่าค่ะ